บทที่ 5 ไม่ให้ก็ไม่ไป
ดูเหมือนว่าเสี่ยวจิ่วจะพบงานยากกว่าการฆ่าคนเสียแล้ว เมื่อตัวเธอฟังในสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าพูดไม่เข้าใจ ทั้งยังไม่รู้ว่าต้องกลับไปแก้ไขอะไร
“ไม่กลับ พาฉันไปนรกได้เลย” เรื่องในองค์กรทำให้เธอเบื่อหน่ายการมีชีวิตอยู่แล้ว สู้ลงไปชดใช้บาปที่ทำไว้ในนรกยังดีเสียกว่า
“เจ้าไม่สงสารพี่ชายกับท่านแม่รึ” หญิงสาวตรงหน้ามองเสี่ยวจิ่วอย่างอ้อนวอน
“ฉันตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัวที่ไหน” เมื่อพูดถึงครอบครัวดวงตาของเสี่ยวจิ่วก็หม่นหมองลงทันที
ความทรงจำแรกคงเป็นตอนที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า หลังจากนั้นก็มีชีวิตอยู่ราวกับเครื่องจักรในองค์กร
“พอแล้วนังหนู หากพูดกันไปมา ข้าว่าอีกเดือนก็คงไม่รู้เรื่อง” เสียงชายชราด้านหลังของหญิงสาวดังขึ้น
เสี่ยวจิ่วหรี่ตามองเขาอย่างระวังตัว เพราะเขาปรากฏตัวขึ้นมาโดยที่เธอก็ไม่รู้ตัวสักนิด เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพียงเสียงฝีเท้าที่ได้รับการฝึกอย่างหนักของเสี่ยวซานย่องเบาเดินเข้ามาในห้อง เสี่ยวจิ่วเธอยังรับรู้ได้ ต่างจากของชายชราตรงหน้าที่เธอไม่ได้ยินสักนิดเดียว
“เจ้าค่ะ ท่านเทพชะตา” หญิงสาวย่อกายลงเล็กน้อย ก่อนจะเดินเลี่ยงไปอยู่ด้านข้างอย่างรู้ความ
“เทพชะตา” เสี่ยวจิ่วมองสำรวจชายชราตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ต้องให้ถึงมือข้า” เขาชี้นิ้วมาที่กึ่งกลางหน้าผากของเสี่ยวจิ่ว
แสงสีขาวปรากฏขึ้น พร้อมกับที่เธอทรุดตัวลงไปนอนกองกับพื้นดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
ความทรงจำที่เธอเห็นยามหลับฝันปรากฏขึ้นมามากกว่าที่เธอฝันถึงกว่ามาก เสี่ยวจิ่วกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดหลุดออกไปได้
ผ่านไปนานเพียงใดเธอก็ไม่รู้ เมื่อความทรงจำที่ไหลวนหยุดลง เสี่ยวจิ่วนอนนิ่งๆ บอกท้องฟ้า ความฝันที่บ้าบอ ที่เธอฝันถึงมาตลอดนับสิบปี เป็นเรื่องของเธอในภพก่อน
หญิงสาวตรงหน้าก็คือจิตวิญญาณอีกเสี้ยวของเธอเช่นกัน
“ใกล้ได้เวลาแล้ว เจ้าก็รีบเตรียมตัวเถิด” ชายชราเอ่ยเร่งเธอ เมื่อเห็นว่ายังนอนนิ่งอยู่ที่พื้นดิน
“ทำไมฉันต้องกลับไป ท่านพาฉันไปนรกได้เลย”
“เหอะ เจ้าไม่สงสารมารดากับพี่ชายเจ้าที่มีชะตาชีวิตเช่นนั้นรึ” เขาร้องถามออกมาอย่างไม่เชื่อหู เพราะไม่เคยเจอวิญญาณที่ดื้อรั้นเช่นเสี่ยวจิ่วมาก่อน
“มะ...ไม่” แววตาของเธอสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกของเธอตอนนี้ช่างตรงข้ามกับคำที่หลุดปากออกไปเหลือเกิน
ยิ่งนึกถึงความรัก ความห่วงใยที่มารดาและพี่ชายในความทรงจำมีให้ เธอก็โหยหาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“เจ้านี่มัน!!! ดื้อรั้นเหลือเกิน” แต่แววตาของชายชราที่มองมาทางเสี่ยวจิ่ว กับยกยิ้มอย่างพอใจ
ตอนที่นางเป็นศิษย์รักของเขาก็ดื้อรั้นเช่นนี้ ยิ่งเห็นชะตาของนางที่ผิดเพี้ยนเพราะความผิดพลาดของเขา จึงไม่อาจทนมองได้ จำต้องยอมฝืนกฎสวรรค์ส่งนางกลับไปแก้ไขอีกครั้ง
มันผิดพลาดตั้งแต่ชะตาของตู้เหลียนที่เดิมทีนางต้องแต่งให้ผู้อื่น แต่ถูกขีดเขียนให้แต่งเข้ามาเป็นอนุของเซี่ยถงวู่ แต่ไม่อาจที่จะแก้ไขให้เปลี่ยนแปลงได้แล้ว
จึงได้ต้องนำวิญญาณของนางที่เป็นเสี้ยวหนึ่งของเสี่ยวจิ่วกลับไปคืนร่างเดิม เพื่อแก้ไขไม่ให้ชะตาต้องตายด้วยน้ำมือของโจรป่า
“เป็นท่านพี่ทำผิดพลาด ทำไมต้องให้ฉันกลับไปแก้ไข” นางดันตัวขึ้นนั่งแล้วมองเทพชะตาอย่างไม่ยินยอม
“เพ้ย บอกให้ไปก็ต้องไป” เขากระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ แม้อยากจะเข้าไปทุบตีก็ไม่กล้า เพราะเลี้ยงดูนางมาดั่งบุตรของตนเอง
เสี่ยวจิ่วขมวดคิ้วคิด “ถ้างั้น ฉันก็ต้องได้อะไรติดตัวไปบ้าง” เธอจำได้ว่าเสี่ยวซานที่ชื่นชอบอ่านนิยายในโลกออนไลน์เคยเล่าความวิเศษของมิติที่มีในนิยายให้เธอฟัง
ตอนนั้นเธอยังหัวเราะอย่างขบขัน มันจะมีก็เพียงแค่ในนิยาย ที่นักเขียนสรรค์สร้างเอาไว้เอาใจนักอ่านก็เท่านั้น
“เหอะ ไม่มี ข้าไม่มี” เทพชะตาถลึงตามองเสี่ยวจิ่วที่คิดจะขอของจากเขา
“งั้นก็ไม่ไป” เธอนอนหลับตาลงอย่างไม่รีบร้อน หากต้องการให้เธอกลับไปก็ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนจะยอมเสียเปรียบได้ไง
“จะ เจ้า!!! ดื้อรั้นเกินไปแล้ว” เทพชะตาจะส่งเสี่ยวจิ่วไปเลยก็ยังได้ แต่เขาอยากจะพูดคุยกับเธอให้นานเสียหน่อย หลังจากที่ลูกศิษย์ลงมาโลกมนุษย์ตัวเขาก็เหงาปากอยู่ไม่น้อย ที่ไม่ได้ตอบโต้กับศิษย์รัก
“อืม” เธอส่งเสียงตอบรับออกมา
เซี่ยหรูอวี้มองทั้งสองโต้เถียงกันอย่างชอบใจ นางที่เป็นเสี้ยวจิตวิญญาณย่อมต้องถวิลหาอีกเสี้ยวของนางเช่นกัน
“ได้ ได้ เจ้าอยากได้สิ่งใด” เหตุที่ยอมง่ายดายเพียงนี้ เพราะไม่อาจยื้อเวลาให้ล่วงไปนานมากกว่าตตนี้ได้แล้ว จึงได้แต่เลิกเล่นสนุก ยอมตามใจเสี่ยวจิ่วให้เธอได้ของติดตัวไปบ้าง
เสี่ยวจิ่วลุกขึ้นยืนมองตาเทพชะตา ก่อนที่เธอจะเอ่ยขอสิ่งที่ต้องการ
“ฉันอยากได้มิติแห่งนี้ กับห้องพักในองค์กร” ในนั้นมิทุกสิ่งที่เธอต้องการ ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก หรืออาวุธ
“มากเกินไป” เทพชะตาเอ่ยเสียงแข็งออกมา ด้วยอาวุธที่เสี่ยวจิ่วมีครอบครอง สามารถทำให้มิติที่เธอจะไปสั่นสะเทือนได้เลย
